วิธีแก้อาการ "คิดมาก" และ "กลัวคนวิจารณ์" อย่างได้ผล!

วิธีแก้อาการ "คิดมาก" และ "กลัวคนวิจารณ์" อย่างได้ผล!

ลองคิดดูนะคะว่าคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า  ใครพูดอะไรหน่อยเป็นไม่ได้เก็บมาคิด คิด คิด....คิดจนกลุ้มแล้วก็รู้สึกแย่กับตัวเองหรือที่คนชอบเรียกติดปากว่า Fail  หรือวันๆ อารมณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตลอดเวลาเมื่อเจอเรื่องต่างๆรอบตัวมากระทบใจ....ถ้าคุณเป็นแบบนี้ นั่นก็คือคุณเป็น  “คนคิดมาก” หรือ “คนที่กลัวคำวิจารณ์” ค่ะ

คนคิดมากนั้น ใครว่าอะไรก็คิดมาก ซึ่งถ้าคุณเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วค่ะ เพราะตราบใดที่คุณต้องอาศัยอยู่ในสังคมที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น คุณไม่สามารถเลี่ยงการถูกวิจารณ์หรือกล่าวถึงอ้างถึงได้ตลอดไป  คุณต้องใช้ชีวิตที่เหลืออีกกี่ปี มัวแต่มานั่งคิดมาก เครียดแย่เลยใช่มั้ยคะ ดังนั้น มันขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเองนั้น จะรับมือกับคำพูดเหล่านี้อย่างไรต่างหาก

สาเหตุหลักที่สุดของคนที่กลัวการวิจารณ์หรือคนคิดมากนั้น คือ การที่มี “ปมในอดีต” หรือ “บาดแผลทางใจในอดีต” ที่ยังไม่ได้รับการรักษาเยียวยา ทั้งนี้ ปมที่เกิดขึ้นนั้นจิตสำนึกของคุณอาจลืมเลือนมันไปตามกาลเวลา แต่จิตใต้สำนึกของคุณนั้นจำได้อย่างแม่นยำทีเดียวค่ะ  ขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครไปพูดหรือทำอะไรที่ไปสะกิดบาดแผลทางใจในอดีตของคุณหรือไม่เท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น คนบางคน แม้จะดูภายนอกว่าเก่งและมีหน้าที่การงานที่ดี แต่ไม่สามารถทนรับกับคำวิจารณ์ว่าไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถได้ นั่นเพราะในอดีต เขาอาจเคยดำเนินชีวิตหรือทำงานใดๆแล้วผิดพลาดล้มเหลว ไม่สำเร็จเป็นระยะเวลาหนึ่ง และตัวเขานั้นยังไม่มีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อเหตุกาณ์นั้นๆ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นปมในใจที่ใครมาสะกิดก็ไม่ได้เพราะจะรู้สึก Fail ทันที  หรือ คนบางคนจะทนให้ใครมาวิจารณ์เกี่ยวกับใบหน้าหรือรูปร่างไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะในอดีตเคยมีรูปร่างหน้าตาไม่ดีแล้วโดนคนรอบข้างล้อตลอดเวลา พอโตขึ้นมาแม้จะหัดแต่งตัวให้ดูดี ลดหุ่นให้ดูสวยดูเท่ห์ แต่ลึกๆก็ยังกลัวการถูกวิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตาอยู่ดี เป็นต้น

ดังนั้น หนึ่งในวิธีแก้ไขการคิดมากหรือการกลัวคำวิจารณ์ที่ยั่งยื่นที่สุด คือการกลับไปค้นหาว่าปมในอดีตหรือบาดแผลทางใจในอดีตของคุณว่าคืออะไรบ้าง แต่ละเรื่องมีมากแค่ไหน อย่างไร แล้วทำการเปลี่ยนมุมมองต่อเหตุการณ์นั้นโดยอาศัยการเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจซึ่งจะทำให้ปมที่เคยขมวดแน่นอยู่คลายลงและหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเทคนิคที่เรียกว่า Time Line Therapy™ ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเท่านั้นที่จะสามารถช่วยให้คุณคลายปมได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและยั่งยืนค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีวิธีอื่นที่จะช่วยคุณให้เลิกคิดมากได้ (อาจจะแค่ชั่วคราว) แต่ก็เป็นวิธีที่ดีและทุกคนควรทราบและนำไปใช้กันนะคะ วิธีเหล่านี้คือ

1) เมื่อใครว่าหรือวิจารณ์อะไรคุณ ให้กลับมามองดูตัวเองว่าคุณเป็นอย่างที่เขาวิจารณ์หรือไม่

-     ถ้าคุณเป็นแบบนั้น คุณต้องมาคิดว่าคุณจะแก้ไขตัวเองอย่างไรเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น และขอให้รู้สึกขอบคุณคนที่วิจารณ์คุณด้วยว่าเขาติเพื่อก่

-     แต่ถ้าคุณพิจารณาแล้วคุณไม่ได้เป็นแบบที่เขาวิจารณ์ คุณก็ต้องตัดใจค่ะ  คนที่พูดพอพูดออกไปแล้วก็จบไป แต่คุณที่เป็นคนฟังนั่นแหล่ะที่เป็นคนแบกรับความเจ็บใจนั้นไว้ ถามว่าใครที่ทุกข์ ก็คือคุณนั่นแหล่ะที่ทุกข์ ไม่ใช่คนพูดเลย แล้วถ้ามันไม่จริง คุณจะเอาคำพูดนั้นมาแบกไว้ในใจให้เจ็บช้ำทำไม  เหมือนกับเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ของคุณโรส สิรินทิพท์ ที่บอกว่าคำพูดที่บาดใจก็เหมือนก้อนหินที่คุณกำเอาไว้ ยิ่งกำแน่นคุณเองที่เจ็บมือ ถ้าเพียงคุณปล่อยก้อนหินนั้นไปมือคุณก็ไม่เจ็บ นั่นก็คือใจคุณก็ไม่เจ็บอีกต่อไป....เพลงดีๆมีมากมายให้สอนใจเราเยอะแยะเลยค่ะ

2) เมื่อใครวิจารณ์หรือว่าอะไรคุณ อย่าเพิ่งตอบโต้ ขอให้นิ่งแล้วคิดพิจารณาถึงเจตนาของเขาก่อน เนื่องจาก

-     ถ้าเขาเจตนาดีติเพื่อก่อ ต้องการให้คุณได้ดีและพัฒนาตัวเอง คุณก็ควรจะคิดพิจารณาถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นกลาง และรู้สึกขอบคุณเขาด้วย

-     แต่ถ้าเขาว่าเพราะอิจฉาตาร้อน เกลียด เคียดแค้นในตัวคุณ สิ่งที่คุณต้องทำคือ หยุดตอบโต้....ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวเลยค่ะ เนื่องจาก ถ้าคุณยิ่งตอบโต้ ก็จะเหมือนว่าคุณให้ความสำคัญกับคำพูดหรือตัวของคนที่วิจารณ์คุณมาก เค้าจะยิ่งได้ใจและพูดไม่เลิก  และการไม่ตอบโต้จะเป็นการทำให้เขารู้ว่าคำพูดเขาไม่ได้สำคัญกับเราและทำอะไรเราไม่ได้ แล้วคนๆนั้นก็จะหยุดพูดไปเอง  ลองไปดูดาราหลายๆคนก็ได้ บางคนโดนวิจารณ์แล้วมาแก้ตัวเป็นพัลวัน บางคนโดนวิจารณ์แล้วนิ่งเงียบ แบบไหนที่ยิ่งโดนวิจารณ์มากกว่ากันก็เห็นๆกันอยู่

-     เมื่อคุณกำลังอารมณ์คุกรุ่นอยู่ นั่นหมายถึง สมองส่วนของการควบคุมสัญชาติญาณดิบขอบคุณกำลังทำงานได้ดีกว่าสมองส่วนเหตุผลตรรกะและการควบคุมอารมณ์  แสดงว่าเมื่อคนเรากำลังโมโหหรือรู้สึกแย่ คำพูดที่จะสวนกลับไปทันทีเมื่อโดนว่าหรือวิจารณ์มักจะเป็นคำพูดที่ขาดความยั้งคิด และสุดท้ายก็เป็นคุณเองที่ต้องมานั่งเสียใจกับคำพูดของตัวเองที่ย้อนเอาคืนมาไม่ได้

สุดท้ายแล้ว โค้ชขอให้ทุกท่านมองทุกอย่างตามความเป็นจริงและเป็นกลางนั่นคือดีที่สุด คุณต้องกล้าเผชิญกับความกลัวของตัวเองนั่นก็คือการกลับไปแก้ปมในอดีตที่ถูกหมักหมมมารอวันระเบิด....ซึ่งในที่สุดแล้ว การปลดล็อคตัวเองออกจากปมในอดีตย่อมดีเสมอ และเช่นกัน ถ้าใครสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้นั่นคือผู้คุมเกมและมีความสุขในชีวิตค่ะ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com