หัด "ปฏิเสธ" ให้เป็นเสียบ้าง แล้วคุณจะสุขขึ้น

หัด "ปฏิเสธ" ให้เป็นเสียบ้าง แล้วคุณจะสุขขึ้น

คุณเคยติดกับดักกับคำว่า “คุณเป็นคนดีจริงๆ ทำทุกๆอย่างให้ทุกคน”,  “นิสัยดีมากๆไม่เคยปฏิเสธใครเลย”,  “ให้งานอะไรก็ทำได้หมดทุกที่ทุกเวลา”,  “ให้เขาทำอะไรก็ได้ เค้าทำได้ทุกอย่าง เค้าเก่ง ไม่ต้องไปเกรงใจเขาหรอก”.....และอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ดูผิวเผินแล้วดีจริงๆค่ะโค้ชไม่เถียง แต่ลึกๆแล้วทุกท่านทราบไหมว่า ชีวิตของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้สุขนักหรอก เพราะอะไรทราบมั้ยคะ  คำตอบเดียวเลย คือ ไม่รู้จัก "ปฏิเสธ" หรือไม่รู้จักลากเส้นขอบเขตของตัวเอง

นั่นรวมถึง ไม่รู้จักขอบเขตของหน้าที่การงานตัวเอง....ไม่รู้จักขอบเขตของการใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์ทั้งการงานและชีวิตส่วนตัว....ไม่รู้จักสร้างความเคารพยำเกรงหรือความเคารพในตัวเองให้ผู้อื่นรับรู้

การที่คุณยอมทำทุกอย่างตามใจทุกคน ลึกๆแล้วในใจก็คือต้องการการยอมรับ ต้องการให้คนรู้สึกว่าคุณเป็นคนดี ต้องการเป็นที่ชื่นชม  แต่สิ่งเหล่านี้มันมาแค่ระดับผิวเผิน แน่นอนคุณได้สิ่งเหล่านี้ในรูปของคำชม แต่สิ่งที่ติดมาด้วยคือภาระอันหนักอึ้งที่คุณต้องแบกไว้กับตัวตลอดเวลา ขอให้คิดตามดูว่าจริงหรือไม่

เมื่อคนรอบข้างใช้คุณได้คราวนี้ คราวหน้าเค้าก็จะใช้คุณอีก และใช้อีกเรื่อยๆ ความเกรงใจจะลดลงตามจำนวนครั้งที่คุณเออออห่อหมกยอมทำให้ สุดท้ายคือไม่มีใครเห็นหัวคุณเลยเพราะคิดว่ายังไงงานนี้หรือสิ่งนี้คุณก็ต้องทำอยู่ดี และท้ายสุดภาระก็ตกมาอยู่ที่คุณแบบน้ำท่วมปาก กระอึกกระอักขยับขยายทำอะไรก็ลำบากเพราะเลยตามเลยมาตั้งนานแล้ว

ถ้าจะพูดให้กว้างขึ้น หมายความว่า เมื่อคนเรายอมให้ผู้อื่นมาล่วงล้ำขอบเขตของเราบ่อยเข้า ความเคารพในตัวและความเกรงใจที่เขามีต่อเราจะลดลงเป็นเงาตามตัว เพราะคิดว่าเราเป็นของตาย ยังไงก็ต้องช่วยต้องทำ คนจะเห็นค่าเราก็ต่อเมื่อเดือดร้อน ทำให้ก็เท่าทุน ไม่ทำให้แถมยังโดนบ่นอีกต่างหาก

สิ่งเหล่านี้แก้ได้ด้วยการหัดปฏิเสธ หัดพูคำว่า “ไม่”....แต่ต้องพูดอย่างมีศิลปะค่ะ ไม่ใช่ใครขอให้ทำอะไรก็พูดตอบห้วนๆไปว่า “ไม่ได้” “ไม่ทำ” “ไม่ว่าง”  นั่นก็อาจจะแรงไปนิด  ถ้าจะพูดให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ก็คือ ต้องพูดว่า “ตอนนี้ยังไม่สะดวกทำให้ แต่ถ้างานผมเสร็จภายใน 6 โมงเย็นผมอาจจะมีเวลาทำงานนี้ให้คุณสักครึ่งชั่วโมงก็ได้”  หรือ “ผมคงทำงานนี้แทนคุณไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าผมช่วยแนะนำได้ว่าคุณจะต้องทำอย่างไรดีไหม”  หรือ “ถ้าผมไม่ติดธุระอะไรผมจะโทรหาคุณแล้วดูซิว่าผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง” เป็นต้น  

การพูดเช่นนี้คือการส่งสัญญาณให้คนรอบข้างคุณคิดว่า คุณมีค่า คุณเป็นคนที่สมควรจะต้องเกรงใจและน่าเคารพ ไม่ใช่อยากจะใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้ตามใจปรารถนา.....ตราบใดที่คุณเห็นค่าตัวเอง เคารพตัวเอง  คนรอบข้างก็จะเห็นค่าคุณ เคารพ และเกรงใจคุณเช่นกัน

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของคนที่ไม่สามารถมีสมดุลย์ทางการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธงานหลายๆอย่างที่ประดังเข้ามา บวกกับไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของงานต่างๆ ทำให้ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ แบกภาระทุกอย่างไว้กับตัว สุดท้ายคนที่สาหัสที่สุดนั่นก็คือตัวคุณเอง เพราะชีวิตส่วนตัวก็รวน กลับบ้านดึกดื่น ชีวิตการงานก็แย่ เพราะประสิทธิภาพในการทำงานลดลงเนื่องจากทำงานหนักเกินไป สุขภาพก็แย่เพราะพักผ่อนทานอาหารไม่เพียงพอ.....และปัญหาอีกมากมายตามมาเป็นพาเหรดเลยค่ะ

....โค้ชไม่ได้บอกให้คุณเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ต้องการจะบอกว่าการให้ต้องรู้จักให้อย่างไรให้พอดี ให้รู้จักขอบเขตของตัวเอง ช่วยเหลือใครได้ถ้าคุณไม่ลำบากจนเกินไปก็ช่วยได้ แต่ถ้าช่วยแล้วชีวิตคุณรวนคุณก็ต้องรู้จักปฏิเสธให้เป็นอย่างนุ่มนวล และนี่ก็คือหนึ่งในศิลปะขอบการใช้ชีวิตแบบมีความสุขและสมดุลย์ค่ะ

credit ภาพ <a href="http://www.freepik.com/free-photo/serious-worker-looking-at-the-city-through-the-window_929385.htm">Designed by Freepik</a>

Powered by MakeWebEasy.com